ขั้วโลกเหนือ (North Pole) ดินแดนเหนือสุดในผืนพิภพ หลายคนคงจินตนาการภาพแผ่นน้ำแข็งสีขาวบริสุทธิ์ล้อมรอบด้วยแผ่นดินและมหาสมุทร แม้จะดูงดงามเหลือใจ แต่ใครเลยจะรู้ว่า ผู้คนมากมายได้สละชีพเพื่อสำรวจสถานที่ลึกลับแห่งนี้ เราอาจตั้งคำถามว่า เพราะเหตุใดนักสำรวจจึงแหกกฎธรรมชาติเพื่อก้าวข้ามขีดความสามารถของตัวเองในการเอาชีวิตรอดในสภาพแวดล้อมที่โหดร้าย

คำตอบของคำถามข้อนี้ช่างง่ายดาย หลายครั้งที่ความอยากรู้อยากเห็นนำพาเราไปสู่การค้นพบใหม่ที่ไม่เคยมีผู้ใดทำมาก่อน การสำรวจแดนขั้วโลกก็เช่นกัน ไม่เพียงแต่ดินแดนใน ทวีปอาร์กติก (Arctic) เท่านั้น การสำรวจที่เริ่มต้นกว่าพันปีได้นำพามนุษยชาติไปสู่จุดเหนือสุดของโลกในคริสต์ศตวรรษที่ 20 และเพื่อเป็นเกียรติแก่ความสำเร็จในครั้งนั้น

วันนี้ ทีมงานพาทัวร์โลจี้จึงจะพาเราย้อนอดีตไปหาผู้ริเริ่มการเดินทางสู่ดินแดนน้ำแข็ง ก่อนนำพาทุกคนไปสู่การสำรวจครั้งประวัติศาสตร์ต่อไป หากพร้อมแล้วละก็ กระชับเสื้อกันหนาวไว้ให้มั่น เพราะเราจะพาคุณไปท่องขั้วโลกเหนือด้วยกันเดี๋ยวนี้!

325 ปีก่อนคริสตกาล การค้นพบธูเล

นักประวัติศาสตร์เชื่อว่า การสำรวจอาร์กติกเริ่มขึ้นราวศตวรรษที่ 4 ก่อนคริสตกาล เมื่อไพธีอัส (Pytheas) นักเดินเรือกรีกโบราณได้เดินทางออกจากมาซซาเลีย (Massalia) อาณานิคมกรีกทางตอนใต้ของฝรั่งเศส ไพธีอัสต้องการเดินทางเสาะหาแหล่งแร่ดีบุก เขาจึงเดินเรือไปทางตะวันตกเฉียงเหนือเพื่อไปยังเกาะบริเทน ก่อนขึ้นเหนือต่อไปยังดินแดนลึกลับที่เขาเรียกว่า ธูเล (Thule)

ณ ดินแดนธูเลนี้เองที่ไพธีอัสได้พบกับทะเลที่เต็มไปด้วยแผ่นน้ำแข็ง นอกจากนี้เขายังบันทึกถึงปรากฏการณ์ธรรมชาติที่คล้ายคลึงกับแสงเหนือ (Aurora) หลายคนจึงเชื่อว่าไพธีอัสได้เดินทางไปถึงชายฝั่งประเทศนอร์เวย์หรือสวีเดนในภูมิภาคสแกนดิเนเวีย ถือเป็นจุดเริ่มต้นการสำรวจแดนน้ำแข็งอย่างแท้จริง

แผนที่เส้นทางเดินเรือสีแดงจาก Massilia ผ่าน Gaul, BRITAIN และ Shetland Isles สู่ THULE พร้อมภาพเรือใบ
เส้นทางการเดินเรือสู่แดนเหนือของไพธีอัส
แสงสีเขียวอมฟ้าเป็นลำพุ่งขึ้นจากแนวเทือกเขาปกคลุมหิมะสู่ท้องฟ้ายามราตรีที่มีดวงดาวกระจายอยู่เหนือผิวน้ำ
แสงเหนือ (Aurora)

ค.ศ. 860 ถึงค.ศ. 1000: การตั้งถิ่นฐานในโลกใหม่

ชาวไวกิ้ง (Viking) บรรพบุรุษของชาวสแกนดิเนเวีย (อ่านเพิ่มเติมได้ที่ “8 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับชาวไวกิ้ง บรรพชนของคนสแกนดิเนเวีย”) ถือเป็นนักสำรวจกลุ่มแรกของโลกที่พิชิตทวีปอเมริกา แต่หลายคนอาจไม่ทราบว่า ชาวไวกิ้งมีคุณูปการในการสำรวจแดนขั้วโลกเช่นกัน

ราวปีค.ศ. 860 นัดดอดด์ (Naddodd) นักสำรวจชาวนอร์เวย์ได้เดินเรือไปยังหมู่เกาะแฟโร (Faroe Islands) ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศเดนมาร์กและก่อตั้งชุมชนชาวนอร์สที่นั่น และช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 10 เอริกผมแดง (Erik the Red) ก็ได้ค้นพบเกาะกรีนแลนด์ ก่อนอพยพผู้คนไปตั้งถิ่นฐาน ณ แดนน้ำแข็งเช่นกัน เช่นเดียวกับ เลียฟ เอริกสัน (Leif Erikson) บุตรชายของเขาที่เดินเรือไปยังชายฝั่งนิวฟันด์แลนด์ ประเทศแคนาดาในปัจจุบัน

ราวค.ศ. 1000 และ เลียฟ เอริกสัน (Leif Erikson) กลายเป็นชาวยุโรปคนแรกที่ค้นพบทวีปอเมริกาเหนือ ทั้งหมู่เกาะแฟโร กรีนแลนด์ และนิวฟันด์แลนด์ล้วนแล้วแต่เป็นดินแดนใหม่ที่ไม่มีใครเคยค้นพบทั้งสิ้น แม้จะมีสภาพแวดล้อมที่โหดร้าย แต่ชาวไวกิ้งก็ยังฝ่าฟันอันตรายและใช้ชีวิตต่อมา เรียกว่าเป็นผู้บุกเบิกการตั้งถิ่นฐานในแดนเหนือเลยก็ว่าได้

แผนที่แสดงเส้นทางเดินเรือสองเส้นจากไอซ์แลนด์ไปยังกรีนแลนด์และอเมริกาเหนือ พร้อมป้ายระบุชื่อ 'Erik the Red's voyage' และ 'Leif Eriksson'
เส้นทางการเดินเรือของเอริกผมแดงและเลียฟ เอริกสัน

ค.ศ. 1594 ถึงค.ศ. 1597 การสำรวจหมู่เกาะอาร์กติก

ตั้งแต่ คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส ค้นพบทวีปอเมริกาในปีค.ศ. 1492 ยุคทองแห่งการสำรวจก็เริ่มขึ้นในทวีปยุโรป และ ในปี ค.ศ. 1594 วิลเลียม บาเรนต์สซ์ (Willem Barentsz) นักสำรวจชาวดัตช์ก็ได้เริ่มต้นการสำรวจเส้นทางเดินเรือตะวันออกเฉียงเหนือ (Northeast Passage) เพื่อเปิดทางให้ชาวดัตช์ได้ใช้ทะเลเหนือในการติดต่อค้าขายกับดินแดนที่ห่างไกล

บาเรนต์สซ์ออกเดินทางด้วยกันทั้งหมด 3 ครั้ง และในครั้งสุดท้าย เขาก็ได้ค้นพบสปิตส์เบอร์เกน (Spitsbergen) หรือหมู่เกาะสฟาลบาร์ด (Svalbard Islands – อ่านเพิ่มเติมได้ที่ รู้จักหมู่เกาะสฟาลบาร์ด แดนสวรรค์ขั้วโลกเหนือ) ในทะเลอาร์กติก บาเรนต์สซ์ไม่ทราบว่าเขาค้นพบหมู่เกาะในตอนนั้น

อย่างไรก็ตาม แผ่นดินที่บาเรนต์สซ์ค้นพบได้กลายมาเป็นชุมชนที่ตั้งอยู่ใกล้ขั้วโลกเหนือที่สุดในโลกในเวลาต่อมา นามของบาเรนต์สซ์จึงถูกตั้งเป็นชื่อทะเลบาเรนต์ส (Barents Sea) และชื่อเมืองบาเรนต์สเบิร์ก (Barentsburg) เพื่อเป็นเกียรติกับเขาในเวลาต่อมา

ภาพแกะสลักขาวดำของชายสวมปกเสื้อระบายผ้าแบบย้อนยุค มีกรอบรูปไข่ประดับลวดลาย และป้ายชื่อ 'WILLEM BARENTS' ด้านล่าง
วิลเลียม บาเรนต์สซ์ ผู้ค้นพบสปิตส์เบอร์เกน

ค.ศ. 1728 ถึงค.ศ. 1741 การค้นพบอลาสกา

ไวตัส แบริงก์ (Vitus Bering) เป็นนักเดินเรือชาวเดนมาร์กที่รับใช้กองทัพเรือรัสเซียต้นคริสต์ศตวรรษที่ 18 ในตอนนั้น ปีเตอร์มหาราช (Peter the Great) กษัตริย์รัสเซียต้องการให้แบริงก์สำรวจดินแดนไซบีเรีย (Siberia) ในปกครองว่ามีอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาลเพียงใด

แบริงก์จึงนำเรือสำรวจกาเบรียล (Gabriel) ออกจากชายฝั่งตะวันออกของรัสเซียในปี 1728 การเดินทางครั้งนั้นทำให้เขาค้นพบว่ามีแผ่นดินอีกฟากฝั่งของมหาสมุทร ซึ่งก็คือดินแดนอเมริกาเหนือที่ไม่มีเคยใครทราบว่ามีอาณาเขตเชื่อมต่อกับรัสเซีย ทว่าสภาพแวดล้อมที่โหดร้ายทำให้แบริงก์ไม่อาจทำการสำรวจให้ลุล่วงได้

ทางการรัสเซียมีคำสั่งให้แบริงก์นำเรือออกสำรวจอีกครั้งในปี 1741 การสำรวจในครั้งนี้ทำให้แบริงก์กลายเป็นชาวยุโรปคนแรกที่เดินทางไปถึงดินแดนอลาสกาในทวีปอเมริกา ทว่าแบริงก์และลูกเรืออีกมากมายก็ต้องสังเวยชีวิตให้กับการเดินทางที่โหดร้าย เพื่อเป็นเกียรติแก่การสำรวจแดนเหนือของแบริงก์ นามของเขาจึงถูกนำมาตั้งเป็นชื่อ ช่องแคบแบริง (Bering Striat) ที่ตั้งอยู่ระหว่างทวีปอเมริกาและรัสเซีย รวมถึงเกาะแบริง (Bering Island) เขาเสียชีวิตเช่นกัน

ภาพวาดสีน้ำมันครึ่งตัวของผู้ชายผมยาวสีเข้ม สวมเสื้อคลุมสีดำและผ้าพันคอสีขาว
ไวตัส แบริงก์ ผู้ค้นพบอลาสกา

คริสต์ศตวรรษที่ 19 การสำรวจเส้นทางตะวันตกเฉียงเหนือ

หากคริสต์ศตวรรษที่ 16 เป็นยุคแห่งการสำรวจโลกใหม่ คริสต์ศตวรรษที่ 19 ก็ถือเป็นยุคเฟื่องฟูของการสำรวจแดนน้ำแข็งเช่นกัน นักเดินเรือหลายคนนำการสำรวจเส้นทางตะวันตกเฉียงเหนือ (Northwest Passage) ที่เชื่อมต่อมหาสมุทรแอตแลนติกและแปซิฟิกผ่านทางมหาสมุทรอาร์กติก

นักสำรวจคนสำคัญในยุคนี้ได้แก่ โรเบิร์ต แมคคลอร์ (Robert McClure) นักสำรวจชาวไอริชผู้เดินทางไปยังทวีปอเมริกาผ่านเส้นทางตะวันตกเฉียงเหนือเป็นคนแรก คนุท ราสมุสเซน (Knud Rasmussen) นักสำรวจจากกรีนแลนด์ที่เดินทางผ่านเส้นทางตะวันตกเฉียงเหนือด้วยเลื่อนเทียมสุนัข เป็นต้น

ภาพวาดสีน้ำมันของชายวัยกลางคนสวมเสื้อคลุมสีอ่อนและผ้าคาดเอว มีอาวุธปืนพาดบ่าบนพื้นหลังสีเข้ม
โรเบิร์ต แมคคลอร์ ผู้เดินทางผ่านเส้นทางตะวันตกเฉียงเหนือ

ค.ศ. 1909 การค้นพบขั้วโลกเหนือ

ตั้งแต่ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา นักสำรวจหลายคนได้พยายามที่จะไปถึงจุดเหนือสุดของโลก ทว่าด้วยสภาพอากาศที่โหดร้าย ทำให้ไม่มีใครพิชิตขั้วโลกเหนือได้สำเร็จ

จนกระทั่งในปี 1909 เมื่อ โรเบิร์ต แพรี (Robert Peary) นักสำรวจชาวอเมริกันได้ไปถึงขั้วโลกเหนือในการสำรวจอาร์กติกครั้งที่ 8 ของเขา แพรีเริ่มต้นการเดินทางที่เกาะกรีนแลนด์ พร้อมกับผู้ติดตามอีก 22 คน 2 คนในนั้นเป็นชาวอินูอิต (Inuit) ชนพื้นเมืองจากแคนาดาที่เชี่ยวชาญสภาพแวดล้อมในแดนน้ำแข็งเป็นเป็นอย่างดี

แพรีเริ่มการเดินทางในปี 1908 ด้วยเรือเดินสมุทร ก่อนจะใช้เลื่อนเทียมสุนัขและเท้าเปล่าเดินทางต่อไปบนแผ่นน้ำแข็ง คณะของแพรีไปถึงจุดเหนือสุดของโลกในวันที่ 6 เมษายน ค.ศ. 1909 แม้ว่าการพิชิตขั้วโลกเหนือในครั้งนั้นจะยังเป็นที่ครหามาจนถึงปัจจุบันว่าแพรีได้ไปถึงขั้วโลกด้วยการเดินเท้าจริงหรือไม่ แต่ความสำเร็จของแพรีก็นำมาซึ่งการสำรวจขั้วโลกครั้งต่อไป จนทำให้มนุษยชาติได้ความรู้เกี่ยวกับขั้วโลกเหนือมากมายในปัจจุบัน

ภาพถ่ายขาวดำของชายในชุดเครื่องแบบทหารที่มีกระดุมสองแถวและสายสะพายบนบ่า
โรเบิร์ต แพรี ผู้เดินทางไปถึงขั้วโลกเหนือ

คริสต์ศตวรรษที่ 20 ถึงปัจจุบัน

ภายหลังความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์ของแพรี หลายชาติในโลกก็หันมาให้ความสำคัญกับการสำรวจขั้วโลกเหนือ ประเทศต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอังกฤษ เยอรมนี หรือโซเวียตต่างก็ส่งกลุ่มนักสำรวจของตนพร้อมเครื่องมือทันสมัยไปยังดินแดนน้ำแข็งเพื่อทำการสำรวจต่อไป

ตั้งแต่ทศวรรษที่ 1920 เป็นต้นมา นักสำรวจเริ่มนำเทคโนโลยีการบินมาใช้ ทำให้การไปถึงขั้วโลกเหนือไม่ยากลำบากเหมือนเก่า ปัจจุบันสถานีวิจัยมากมายถูกตั้งขึ้นที่ขั้วโลกเหนือเพื่อจุดประสงค์ที่หลากหลาย นักวิทยาศาสตร์ต้องการศึกษาสนามแม่เหล็กขั้วโลก รวมถึงวิธีป้องกันการละลายของน้ำแข็งขั้วโลกที่เป็นปัญหาใหญ่ในปัจจุบัน นักโบราณคดีเองก็ต้องการศึกษาชั้นทับถมของน้ำแข็งดึกดำบรรพ์เพื่อไขกุญแจสู่จุดเริ่มต้นของสิ่งมีชีวิต ทุกวันนี้ขั้วโลกเหนือจึงไม่ใช่แดนลึกลับเหมือนเก่าอีกต่อไป แต่เป็นสถานที่ที่ผู้คนมากมายเดินทางมาเพื่อศึกษาหาความรู้

ภาพมุมกว้างของหมู่บ้านที่มีหลังคาปกคลุมด้วยหิมะตั้งอยู่เบื้องหน้าภูเขาหิมะสูงชัน โดยมีผู้สวมเสื้อสีแดงยืนอยู่กลางทุ่งหิมะ
ชุมชนและสถานีวิจัยขั้วโลกเหนือในปัจจุบัน

เป็นอย่างไรกันบ้างกับเกร็ดความรู้เกี่ยวกับการสำรวจแดนขั้วโลก เชื่อว่าหลายคนคงตื่นตากับการเดินทางครั้งยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์มนุษยชาติไปตามๆ กัน อย่างไรก็ตาม ขั้วโลกเหนือไม่เพียงแต่อนุญาตให้นักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยเข้าไปศึกษาเท่านั้น สายการบินหลายแห่งยังได้เปิดเส้นทางให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาเที่ยวชมขั้วโลกเหนือเช่นกัน

และหากใครต้องการสัมผัสความอัศจรรย์ของธรรมชาติบนแผ่นน้ำแข็งแดนขั้วโลกแล้วละก็ ติดต่อเราได้ที่ www.patourlogy.com ให้เราได้วางแผนทริปท่องเที่ยวขั้วโลกที่วิเศษสุดให้กับคุณ เพื่อที่คุณจะได้เก็บภาพความประทับใจในแดนหิมะ พร้อมกับเฝ้าดูความน่ารักของหมีขาวและแมวน้ำพิณที่จะทำให้คุณประทับใจไม่ลืมเลือน

อ้างอิง