ซาฟารีแทนซาเนีย ครั้งหนึ่งของชีวิตกับ(Tanzania Safari)

เดินทางไปกลางทุ่งหญ้าแห่งเซเรงเกติ ส่องสรรพสัตว์นับล้าน ตามล่าหาบิ๊กไฟว์ พบปะกับชนเผ่ามาไซ ซาฟารีแทนซาเนีย

การมาซาฟารีที่แทนซาเนียคืออีกหนึ่งกิจกรรมที่ถือได้ว่าเป็นสุดยอดของการเดินทางในอีกรูปแบบหนึ่งของสายผจญภัย

ความสะดวกสบายอาจจะไม่ใช่ความเป็นที่สุดของทริปนี้ เพราะที่นี่คือแอฟริกาแต่แน่นอนว่าความแตกต่างจากประเทศอื่นๆที่เราเคยไปมาอย่างพลิกฟ้านี่ละที่ทำให้แทนซาเนียกลายเป็นอีกหนึ่งประเทศที่คนมาเที่ยวมากที่สุดของโลก

ลองทิ้งความรู้สึกของการเห็นสัตว์ตามสวนสัตว์ที่ไร้ซึ่งอารมณ์หรือความหมายของการมีชีวิตอยู่ มาให้เห็นความเป็นไปของชีวิต การเกิดขึ้นหรือการถูกล่าอันหมายถึงชีวิตตามธรรมชาติของมันเองแบบในหนังสารคดีที่เราเห็นตั้งแต่สมัยเด็กๆ

เดี๋ยวผมจะพาทุกท่านเดินทางเข้าสู่ทุ่งหญ้าสะวันนากันแล้ว

แล้วมาตามพร้อมกันไปนะครับว่าจะน่าสนุกหรือตื่นเต้นเพียงไหน

ประเทศแทนซาเนีย (Tanzania)

ต้นไม้ใหญ่ลำต้นหนาตั้งอยู่กลางทุ่งหญ้าแห้ง มีสัตว์ลายทางหลายตัวอยู่ใกล้โคนต้นไม้ ใต้ท้องฟ้าสีฟ้าที่มีเมฆขาว

เริ่มต้นซาฟารีแทนซาเนีย ที่ อุทยานแห่งชาติทาแรงกิเร (Tarangire National park)

ในเขตภาคเหนือของแทนซาเนีย อุทยานแห่งชาติที่เราจะเดินทางไปถึงเป็นที่แรกก็คือที่นี่ครับ “อุทยานแห่งชาติทาแรงกิเร”  ทีนี่มีเอกลักษณ์ที่มี “ต้นเบาบับ” อยู่เป็นจำนวนมาก และมีจำนวนโขลงช้างแอฟริกาที่ถือว่ามากที่สุดของประเทศแทนซาเนีย

ภาพมุมสูงของลำน้ำที่ไหลผ่านทุ่งหญ้าแห้งแล้ง มีต้นไม้ใบเขียวกระจายอยู่ทั่ว และมีสัตว์หลายตัวยืนอยู่ริมฝั่งน้ำ

ทาแรงกิเร (Tarangire) เป็นภูมิประเทศแบบ Woodland savannah มีแม่น้ำทาแรงกิเรไหลผ่าน

กลายเป็นหลอดเลือดสำคัญของสิ่งมีชีวิตทั้งหมดทั้งมวลของอุทยานแห่งชาติที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ห้าของประเทศแทนซาเนีย

เมื่อเรามองจากยอดเขาลงไปยังแม่น้ำเบื้องล่างจะเป็นจุดชัยภูมิที่ดีที่สุดในการดูสัตว์ที่แวะวนมาหากินตามเขตริมแม่น้ำ

ฝูงม้าลายที่มากินน้ำริมแม่น้ำทาแรงกิเร

ยีราฟสองตัวยืนอยู่ในทุ่งหญ้าแห้งสีเหลือง มีต้นไม้เขียวขจีเรียงรายอยู่ไกลๆ ใต้ท้องฟ้าสีฟ้าที่มีเมฆขาว
Maasai giraffe ยีราฟเจ้าถิ่นประจำภูมิกาคแอฟริกาตะวันออก

แอฟริกันริฟต์วัลเลย์ (East African Rift Valley)

จากทาแรงกิเร ผมไปต่อยังเขตที่ราบสูงทางตอนเหนือของประเทศ โดยได้พักค้างคืนที่ Lake Manyara Wildlife Lodge ที่ตั้งอยู่บนริมหน้าผาเหนือเขตของภูเขาที่เราเรียกว่า “แอฟริกัน ริฟต์ วัลเลย์” (East African Rift Vallety) 

โดยเขตนี้เป็นเขตรอยต่อของแผ่นเปลือกโลกจำนวน 2 แผ่นใหญ่คือ Nubian plate และ Somali plate โดยแผ่นเปลือกโลกสองแผ่นนี้ค่อยๆเคลื่อนตัวกันออกอย่างช้าๆ ในอีก 10 ล้านปีข้างหน้า ทวีปแอฟริกาจะแยกออกเป็นสองส่วนโดยมีทะเลคั่นอยู่ตรงกลาง และรอยต่อของทะเลอันนั้นก็คือจุดที่ผมกำลังยืนอยู่

ภาพทิวทัศน์จากมุมสูงที่มองเห็นผืนป่าสีเขียวทอดยาวไปจนถึงแนวภูเขาและผืนน้ำในเบื้องไกล ภายใต้ท้องฟ้าที่มีเมฆปกคลุม

ทางฝั่งซ้ายมือคือทะเลสาบมันยารา (Lake Manyara) และทางฝั่งขวามือคือริฟต์วัลเล่ย์ที่ยกตัวขึ้น ก่อนเส้นทางจะนำผมไปสู่เขตที่ราบสูงโกรองโกโร่า (Ngorongoro)

Ngorongoro Conservation area (NCA)

หลังจากผ่านที่อยู่ของชุมชนแห่งสุดท้ายที่เมือง Karatu เราจะเข้าสู่เขตอนุรักษ์โกรองโกโร่ ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ในพื้นที่นี้จะมีแต่ชาวมาไซเท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้อยู่อาศัยได้ นอกจากนี้ที่นี่ยังมีปากปล่องภูเขาไฟที่ดับแล้วที่ชื่อว่า “โกโรงโกโร่” (Ngorongoro crater) ที่ถือว่าเป็นอีกหนึ่งสุดยอดสถานที่ซาฟารีตั้งอยู่อีกด้วย แต่ในวันนี้ผมจะเดินทางไปยังเซเรงเกติก่อน แล้วในขากลับจะค่อยมาแวะที่นี่อีกครั้ง

ทัศนียภาพของภูเขาสูงที่ทอดตัวอยู่เบื้องหลังทุ่งหญ้าแห้งแล้ง โดยมีต้นไม้ใบเขียวเรียงรายอยู่ด้านหน้าและท้องฟ้าเต็มไปด้วยเมฆสีขาว

Masaai Boma หมู่บ้านของชาวมาไซ

ถ้านับจำนวนประชากรแทนซาเนียที่ประกอบขึ้นด้วยคนหลายร้อยเผ่าแล้ว แต่เรากลับรู้จักคนเผ่าหนึ่งเป็นอย่างดี ด้วยสีสันของเสื้อผ้าที่เด่นสะดุดตากว่าใคร ขนบธรรมเนียมประเพณีและการใช้ชีวิตแบบผู้เร่ร่อนยังคงอนุรักษ์ไว้ได้เฉกเช่นอดีต อีกทั้งถิ่นที่อยู่อาศัยที่อยู่บนเขตที่ราบสูงตอนเหนือ ณ บริเวณที่เรียก ที่ราบสูงโกรองโกโร่ (Ngorongoro) อันเป็นสถานที่ท่องเที่ยวดูสัตว์ป่าชื่อดังของโลก คนเผ่านี้เลยกลายเป็นที่รู้จักของคนทั่วไปไปในเวลาเดียวกัน

กลุ่มคนในชุดผ้าสีแดงลายตารางและผ้าสีน้ำเงินลายตารางยืนถือไม้ยาวในภูมิประเทศเนินเขา

การเยี่ยมชมหมู่บ้านชาวมาไซที่เรียกว่า “โบม่า” (Boma) คือกิจกรรมที่ห้ามพลาดอย่างเด็ดขาด โดยเส้นทางระหว่างนั้นเราจะพบกับโบม่าจำนวนมากมายรวมถึงชาวบ้านที่มายืนพบปะกับนักท่องเที่ยวเพื่อเรียกให้เราไปดูหมู่บ้านของพวกเขาแลกกับค่าเข้าชมที่เขาจะได้รับกลับคืนไป

กลุ่มคนหกคนสวมชุดผ้าคลุมสีสันสดใสและเครื่องประดับคอ ยืนเรียงแถวหน้าอาคารดินหลังคาหญ้า โดยมีเด็กเล็กยืนอยู่ด้านซ้าย

Masaai women (En-tito)

สังคมของชาวมาไซ นั้นเป็นสังคมที่ผู้ชายเป็นใหญ่อย่างชัดเจน ผู้ชายมีหน้าที่ออกล่าสัตว์ เลี้ยงดูแลฝูงสัตว์ ส่วนผู้หญิงนั้นจะอยู่ที่บ้านคอยหาน้ำ ทำกับข้าวและเลี้ยงดูลูกๆที่เกิดขึ้น ด้วยความที่ชาวมาไซถือว่าแต่งงานกันค่อนข้างเร็ว และเป็นสังคมโพลีกามี่ (Pologamy) คือสามีสามารถมีภรรยาได้มากเท่าที่ต้องการ การจะเห็นเด็กเล็กๆวิ่งไปมาในหมู่บ้านจำนวนมากจึงไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด

การเข้ามาชมภายในโบม่า จะมีการแสดงร้องเพลงประจำเผ่า การกระโดดอันเป็นเอกลักษณ์ของชาวมาไซ รวมถึงสาธิตวิธีการจุดไฟด้วยวิธีทางธรรมชาติ คือใช้มือเปล่าปั่นกับไม้อย่างรวดเร็วจนเกิดเป็นความร้อนขึ้นอย่างรวดเร็วแล้วรีบจุดไฟด้วยมูลสัตว์ที่เตรียมไว้แล้ว

ชายสองคนยืนบนพื้นดินแห้งแล้ง มีลวดลายสีขาวบนใบหน้า สวมผ้าคลุมตัวและถือไม้เท้า โดยมีภูเขาและเมฆเป็นฉากหลัง

นักรบมาไซ หรือ โมราน (Massai Warrior or Moran)

เมื่อเด็กชายชาวมาไซอายุได้ 14 ปี ถ้าเป็นในสมัยก่อนการจะพิสูจน์ตนเองว่าจะกลายเป็นนักรบที่สมบูรณ์ก็ต้องไปฆ่าสิงโตต่อหน้านักรบรุ่นพี่คนอื่นๆถึงจะได้รับการยอมรับ

แต่ปัจจุบันไม่สามารถทำอย่างนั้นได้แล้ว ตอนนี้เด็กชายทุกคนที่ผ่านกระบวนการขลิบหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศ (circumcision) ก็ถือว่ากลายเป็นนักรบ (Moran) โดยสมบูรณ์ได้เช่นเดียวกัน โดยหลังจากผ่านพิธีกรรมนั้นแล้วเขาต้องทาหน้าด้วยสีขาวแล้วคลุมผ้าคลุมสีดำเป็นเวลา 4 เดือน หลังจากจะถือว่ากระบวนการเปลี่ยนผ่านจากเด็กสู่ผู้ใหญ่เป็นอันเสร็จสมบูรณ์

ทิวทัศน์กว้างของพื้นที่แห้งแล้งที่มีพุ่มไม้เขียวกระจายอยู่ มีเนินดินสีแดงตั้งเด่นอยู่ด้านขวา และภูเขาไกลๆ ใต้ท้องฟ้าสีฟ้าที่มีเมฆขาว

Olduvai Gorge  “The Cradle of the Humankind”

ที่นี่เป็นอีกหนึ่งสถานที่ๆมีการขุดค้นพบร่องรอยของการมีอยู่ของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ หลักฐานรอยเท้าของบรรพบุรุษของมนุษยชาติรุ่นแรกเริ่มที่ค้นพบบนดินภูเขาไฟถูกทับถมมาหลายล้านปีหรือแม้กระทั่งโครงกระดูกและเครื่องมือหินกระเทาะที่เป็นหลักฐานชี้ชัดว่าแทนซาเนียหรือภูมิภาคแอฟริกาตะวันออกคือจุดเริ่มต้นอันยิ่งใหญ่ของมนุษย์เราในยุคเริ่มต้นจากลิงมาสู่คนที่เดินหลังตรงแล้วค่อยๆออกจากทวีปแอฟริกาไปยังส่วนต่างๆของโลกเช่นในปัจจุบันนี้

สิงโตตัวผู้ที่มีแผงคอสีทองและสิงโตตัวเมียตัวหนึ่งนอนอยู่บนพื้นหญ้าแห้งสีน้ำตาลอ่อน

คู่รักข้าวใหม่ปลามัน ไซร้กันไป ไซร้กันมา ไกด์บอกว่าใกล้จะได้เวลาติ๊ดชิ่งกันแล้ว ไอเราก็ดีใจรออีกตั้งนาน มนุษย์ก็มาสุมหัวกันมากขึ้นเรื่อยๆ เจ้าสิงโตคู่นี้เลยหมดอารมณ์ขี้เกียจทำอะไรไปดื้อๆ 555+

ภาพสัตว์ป่าสามตัวที่มีเขาโค้งยืนอยู่กลางทุ่งหญ้าแห้งสีเหลือง โดยมีแนวภูเขาและท้องฟ้าเป็นพื้นหลัง

อุทยานแห่งชาติเซเรงเกติ (Serengeti National park)

เมื่อเราเข้าสู่เขตของอุทยานแห่งชาติเซเรงเกติ (Serengeti National park) คำว่า เซเรงเกติ เป็นคำมาจากภาษาของชาวมาไซที่แปลว่า "Endless plain" หรือ "พื้นที่ๆไม่มีที่สิ้นสุด"

เพราะสุดสายตาของเราจะเป็นพื้นอันกว้างใหญ่สุดสายตาที่มองหาขอบไม่มีวันเจอ

จำนวนความหนาแน่นของสัตว์ป่าก็จะเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลไปทุกๆตารางเมตร

ระบบนิเวศอันยิ่งใหญ่ที่สัตว์ทุกชนิดเชื่อมโยงถึงกันทำให้ที่นี่เป็นจุดดูสัตว์ป่าที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลกเรา

ตอนนี้ฝูง “ฮาร์ทบีสต์” (Heartbeast) กำลังจ้องมองคนแปลกหน้าอย่างพวกเราที่กำลังจ้องหน้ามันอยู่

ตราบใดที่เราไม่ได้เข้าใกล้พวกเขามากเท่าไรนัก เขาก็ยินดีจะให้เรายืนมองกันไปแบบนี้

Grant’s gazelle สัตว์กินพืชกลุ่ม Antelope อาหารอันโอชะของสิงโต

และสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับทุ่งหญ้าสะวันนาแห่งเซเรงเกติคือ การได้พบกับสัตว์ที่วิ่งได้เร็วที่สุดในโลกอย่าง “ชีต้าร์” (Cheetah) นั่นเอง

การจะส่องหาชีตาร์เป็นอะไรที่ต้องมีความลุ้นอยู่บ้างเนื่องด้วยลักษณะการใช้ชีวิตที่ไม่ได้อยู่เป็นสังคมแบบสิงโต ชีตาร์มักจะอยู่อาศัยกันตัวเดี่ยวๆหรือเป็นคู่ และลายของตัวก็มักจะพรางไปกับสีของหญ้า ทำให้การตามหาชีต้าร์เป็นกิจกรรมที่ได้ลุ้นตลอดทาง

ชีต้าร์เป็นหนึ่งในกลุ่ม Big cat ที่เราตามหาคือ สิงโต เสือดาว และชีต้าร์นั่นเองครับ

เต็นท์ผ้าใบสีเบจตั้งอยู่ท่ามกลางทุ่งหญ้าแห้งและต้นไม้เขียวขจี มีโต๊ะและเก้าอี้วางอยู่หน้าเต็นท์

แคมป์กลางทุ่งหญ้าสะวันนา (Kati Kati Tented camp)

ที่พักของผมกลางทุ่งหญ้าสะวันนาแห่งเซเรงเกติคือที่นี่ครับ “แคมป์คาติ คาติ” (Kati Kati Tented camp) เต็นท์ของที่นี่ถูกสร้างมาให้กลมกลืนกับธรรมชาติมากที่สุดครับ ที่นี่ไม่มีระบบประปาหรือไฟฟ้าของรัฐบาล ทุกอย่างจะเป็นการใช้น้ำบาดาลรวมถึงไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ทั้งสิ้น

และที่สำคัญที่สุดคือ ที่ตั้งของเต็นท์ก็ตั้งอยู่กลางทุ่งหญ้าสะวันนาเช่นเดียวกัน นั่นหมายถึงว่า เรากำลังมานอนอยู่ที่เดียวกับสรรพสัตว์ต่างๆ เลยเป็นที่มาของช่วงกลางคืน ที่บรรดาสัตว์ต่างๆโดยเฉพาะช้าง ควายป่า หรือหมาไนไฮยีน่าจะเดินป้วนเปี้ยนรอบเต๊นท์ส่งเสียงร้องสร้างช่วยเสริมสร้างบรรยากาศให้กับการนอนของผมได้เป็นอย่างดี

ภายในเต็นท์ที่มีเตียงสองเตียงปูผ้าปูสีเขียว มีหมอนสีเหลืองวางอยู่ และเปิดหน้าต่างออกเห็นทุ่งหญ้าและต้นไม้ข้างนอก

ที่นี่เป็นแคมป์ที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกขั้นพื้นฐานครบทุกอย่างคือ เตียงนุ่มๆ หมอนใบโตๆ ผ้าห่ม กระติกน้ำ โต๊ะเครื่องแป้ง อ่างล้างมือ ชักโครก หรือแม้กระทั่งฝักบัวอาบน้ำอุ่น

ถือว่าเป็นอะไรที่น่าเหลือเชื่อและน่าตื่นเต้นมากๆเมื่อเทียบกับจุดที่ผมอยู่ ณ ตอนนี้

โต๊ะอาหารในเต็นท์ที่มีผ้าปูลายสัตว์ มีชามแก้วใสใส่อาหาร จานสีขาวซ้อนกัน และขวดซอสวางอยู่ โดยมีผู้คนนั่งอยู่รอบโต๊ะยาวในพื้นหลัง

นอกเหนือจากที่พักแล้ว อาหารก็ย่อมไม่ธรรมดาเช่นเดียวกันครับ อาหารเช้าในสไตล์ breakfast ก็ยกเครื่องมาจัดเต็มกันกลางทุ่งหญ้าเช่นเคย ไม่มีคำว่าอดหรือกินไม่ได้

สิงโตสองตัวนอนอยู่ในทุ่งหญ้าสูง โดยมีรถตู้สีน้ำตาลพร้อมหลังคาเปิดและผู้คนนั่งอยู่ภายในจอดอยู่ทางด้านซ้าย

ถามว่าสิงโตไม่เกรงกลัวคนบ้างเลยเหรอ เขาบอกว่า ตราบใดที่เรายังอยู่บนรถ พวกเขาก็มองเราเหมือนกับช้างตัวใหญ่ๆตัวหนึ่ง

ถ้าเราเดินออกจากรถเมื่อไร เราจะกลายเป็นเหยื่อผู้อ่อนแอทันที แต่ทั้งนี้ ถ้าสิงโตอิ่มแล้ว ต่อให้เราเดินไปใกล้ๆ ยังไงเขาก็ไม่ยุ่งกับเราเผลอๆเดินหนีอีกเพราะรำคาญ 555+

อีกเหตุผลหนึ่งก็คือ มนุษย์เราเข้ามาในเซเรงเกติเป็นระยะเวลาที่นานมากแล้ว และสิงโตรุ่นปัจจุบันก็คือรุ่นเด็กๆในสมัยก่อนที่เห็นมนุษย์บ่อยๆจนกระทั่งกลายเป็นความเคยชินและไม่ได้รู้สึกแปลกหน้าอีกแล้ว

ที่นี่เซเรงเกติ เราเลยแทบจะเข้าใกล้สิงโตได้ใกล้มากจนน่าเหลือเชื่อครับ

ลูกสิงโตสองตัวนอนอยู่ในทุ่งหญ้าสูงที่มีสีเขียวและสีน้ำตาลสลับกัน

Cute little Cubs และก็แน่นอนแล้ว ส่วนใหญ่เมื่อเจอแม่สิงโตอยู่เป็นกลุ่ม ลูกๆสิงโตก็มักจะวิ่งเล่นอยู่แถวๆนั้น บรรดาแม่ๆก็เฝ้าจ้องมองดูลูกๆของตัวเองอยู่ห่างๆ

ม้าลายสองตัวยืนอยู่ในทุ่งหญ้าแห้งสีเหลือง โดยมีต้นไม้สีเขียวเป็นฉากหลัง

ครอบครัวม้าลาย แม่กับลูก

หมูป่าตัวใหญ่สีเทาเดินอยู่ในทุ่งหญ้าแห้งสีน้ำตาล มีลูกหมูป่าสองตัวเดินตามอยู่ข้างหลังและด้านข้าง

ครอบครัวหมูป่า แม่กับลูกๆ อีกเช่นกัน

เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นเรื่องของธรรมชาติ

ระบบนิเวศของที่นี่เป็นเรื่องของธรรมชาติทั้งสิ้น มนุษย์เราจะไม่เข้าไปยุ่งเด็ดขาด

สิงโตตัวเมียสีน้ำตาลทองกำลังกัดคอของสัตว์เหยื่อที่มีขนสีน้ำตาลเข้มและเขายาวอยู่บนพื้นหญ้าแห้งสีเหลือง

สิงโตกำลังคาบหมูป่าที่พึ่งล่ามาสดๆร้อนๆ กำลังนำกลับไปยังแหล่งที่อยู่เพื่อเป็นอาหารสำหรับตนเองและลูกน้อยในวันนี้

วินาทีสุดตื่นเต้นในระหว่างการเดินทางซาฟารีแทนซาเนีย

สิงโตสามตัวนอนอยู่บนหน้าผาหินขนาดใหญ่ที่มีต้นไม้เขียวขจีอยู่ด้านบน

หินแบบนี้เรียกว่า “Kopje” ก็คือหินแบบเดียวกับที่เราเห็นในไลอ้อนคิงส์นั่นเองครับ และหินพวกนี้ก็คือบ้านของพวกเหล่าๆสิงโตอีกเช่นกัน ถ้าเราเจอหินก้อนใหญ่ๆ ให้สังเกตไปที่บริเวณจุดอับแสงแดดเราจะเจอสิงโตไปหลบแดดได้ไม่ยาก หรือถ้าแดดไม่แรงพอการมองไปบนก้อนหินก็จะเจอสิงโตได้บ่อยๆเช่นเดียวกัน

ฝูงกวางที่มีเขาแหลมยืนอยู่ท่ามกลางทุ่งหญ้าแห้งสีน้ำตาล โดยมีต้นไม้และกระท่อมหลังคาเขียวตั้งอยู่บนเนินเขาเป็นฉากหลัง

ฝูงเหล่า Grant's gazelle ที่บริเวณหน้าที่พัก อย่างที่บอกไปแล้วว่าที่พักของผมก็คือเซเรงเกติ ไม่มีรั้วใดๆที่กั้นระหว่างสัตว์ป่าและมนุษย์ Grant’s gazelle เป็นสัตว์กลุ่ม antelope ที่พบได้มากที่สุดชนิดหนึ่งของเซเรงเกติ

สิงโตปีนต้นไม้ (Climbing lion)

สิงโตตัวเมียขนสีน้ำตาลอ่อนนอนเอนตัวอยู่บนกิ่งไม้ใหญ่ที่เปลือกไม้เป็นร่องและไม่มีใบ โดยมีท้องฟ้าสีฟ้าอ่อนเป็นพื้นหลัง

สิงโตตัวเมียเป็นสัตว์อีกชนิดหนึ่งที่สามารถปีนต้นไม้ไปนอนบนกิ่งได้ โดยเฉพาะต้นที่มีความชันในการปีนไม่มาก และการอยู่บนต้นไม้ของสิงโตจะไม่ได้หาพุ่มไม้ไปพรางตัว ซึ่งตรงกันข้ามกับเสือดาว (Leopard) ที่จะใช้ประโยชน์จากลายของลำตัวในการพรางตัวจนยากที่จะสังเกตเห็นได้ง่ายๆ

สิงโตตัวเมียขนสีน้ำตาลอ่อนนอนอยู่บนกิ่งไม้ขนาดใหญ่ที่มีเปลือกไม้ขรุขระ โดยมองตรงมาข้างหน้าท่ามกลางกิ่งก้านที่ไร้ใบและท้องฟ้าสีอ่อนเป็นพื้นหลัง

จ้องมา จ้องกลับ สบายใจ ทั้งคนมองและคนถูกมอง

หลังจากออกจากเซเรงเกติ ผมกลับมาที่ปากปล่อง ภูเขาไฟโกโรงโกโร่ (Ngorongoro) อีกครั้ง เพื่อพักยังบนขอบปากปล่องภูเขาไฟที่ดับแล้ว โดยเบื้องล่างของก้นปากปล่องก็คือที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่านับหมื่นนับแสนชีวิตที่อัดแน่นกันอยู่ในภายพื้นที่แห่งนี้

ห้องภายในที่มีหน้าต่างกระจกบานใหญ่เปิดออกสู่ทิวทัศน์ภูเขาและทะเลสาบในยามกลางวัน พร้อมเก้าอี้ไม้และโต๊ะวางอยู่ด้านหน้า

โรงแรมที่ผมเข้าพักคือ “Ngorongoro Wildlife Lodge” ที่ถือว่าเป็นโรงแรมที่มีทำเลที่ตั้งดีที่สุด โดยห้องทุกห้องจะมองเห็นปากปล่องเบื้องล่าง

ภาพทิวทัศน์มุมสูงของทะเลสาบขนาดใหญ่ที่สะท้อนแสงสีส้มและม่วงจากท้องฟ้า มีเมฆสีขาวลอยต่ำปกคลุมพื้นที่ราบแห้งแล้งโดยรอบ และมีพุ่มไม้สีเขียวอยู่ด้านหน้า

และนี่คือวิวที่เราจะเห็นจากหน้าต่างที่พักในห้องนอนตอนเช้า ของขวัญจากธรรมชาติสำหรับผู้ที่ตื่นเช้าอีกเช่นเคย ธรรมชาติไม่เคยทำให้ใครผิดหวังครับ

ภูเขาไฟโกรงโกโร่ (Ngorongoro crater)

รถออฟโรดสีเบจเปิดหลังคาจอดอยู่บนถนนดิน โดยมีฝูงวัวป่าเดินผ่านทุ่งหญ้าแห้งใกล้กัน

ได้เวลาขับรถลงไปเบื้องล่างกันครับ ต้องลองจินตนาการภาพตามกันไปนะครับว่าสภาพของก้นปากปล่องภูเขาไฟลักษณะหน้าตาเป็นเช่นไร เนื่องจากภูเขาไฟลูกนี้ดับไปหลายล้านปีแล้ว และดินบริเวณนี้ก็ถือว่าอยู่ในสภาพที่อุดมสมบูรณ์มาก มีทะเลสาบอยู่ตรงกลางที่น้ำไม่เคยแห้งแม้ต่อให้เป็นฤดูร้อน มีหญ้าขึ้นเขียวชอุ่มทั้งปี บรรดาสัตว์ต่างๆที่ได้ย้ายอพยพลงมาหากินยังก้นปากปล่องอันนี้ในรุ่นแรกๆก็เหมือนกับว่าตนเองได้พบที่พักพิงที่แท้จริง ไม่จำเป็นต้องเที่ยวอพยพไปตามฤดูกาล (migration) อีกแล้ว พวกมันจึงอยู่ตั้งรกรากที่นี่แบบจริงจัง พร้อมกับขยายเผ่าพันธุ์จนเติบใหญ่เต็มไปหมด

หลังจากนั้นผู้ล่า (predator) จึงตามมาเช่นสิงโต ที่นี่เป็นที่ๆมีความชุกของสิงโตต่อตารางกิโลเมตรที่มากที่สุดในโลก Ngorongoro จึงกลายเป็นสถานที่ดูสัตว์ป่าที่ดีที่สุดอีกแห่งหนึ่งของแทนซาเนียที่เรียกว่ามาได้ทั้งปี เพราะสัตว์ไม่ได้ย้ายไปไหนครับ และห้ามมีการค้างคืนเบื้องล่าง โดยหลังเวลาหกโมงเย็นของทุกวัน รถทุกคันต้องขับขึ้นไปยังปากปล่องด้านบน

ภาพสัตว์ป่าสามตัวที่มีเขาเดินอยู่บนเนินดินแห้งแล้งซึ่งมีหญ้าสีเหลืองและพุ่มไม้เขียวกระจายอยู่

Common Eland อีกหนึ่งสัตว์ประจำถิ่นของโกโรงโกโร่

เบื้องหน้าคือบรรดาสัตว์ต่างๆที่มาอาศัยอยู่รวมกัน เบื้องหลังคือตัวริมขอบปากปล่องโกโรงโกโร่ที่เหมือนกับเป็นป้อมปราการธรรมชาติที่ทำให้สัตว์ทั้งหมดยังคงอาศัยอยู่ภายใต้ก้นปล่องแห่งนี้

ภาพสัตว์ป่าตัวสีดำขนาดใหญ่ยืนอยู่กลางทุ่งหญ้าสีเขียวและเหลืองที่ทอดยาวไปจนถึงขอบฟ้า

แล้วในที่สุดเราก็หากันจนเจอกับเจ้า “แรดดำ” (Black Rhino) แรดดำ จัดเป็นสัตว์ที่อยู่ในภาวะเสี่ยงใกล้สูญพันธุ์ขั้นสูงสุด

ภายในก้นปากปล่องแห่งนี้นับจำนวนแรดดำที่มีอยู่เพียงสิบกว่าตัวเท่านั้น การพบแรดดำจึงเป็นความบังเอิญบนความโชคดีขั้นสูงสุดของทริปนี้เลยก็ว่าได้ครับ

..........

ติดตามแผนการเดินทางประจำปี พ.ศ.2565 เป็นต้นไปได้ที่นี่

ทริปแห่งความทรงจำ ล้ำค่าไปด้วยประวัติศาสตร์ขนานแท้ รอคุณมาค้นพบด้วยตัวคุณเอง

หรือถ้าหากท่านต้องการให้เราจัดกลุ่มส่วนตัวสำหรับครอบครัวของท่าน เราก็ยินดีเช่นกันเพื่อจะทำให้การเดินทางข้ามทวีปครั้งนี้เป็นความทรงจำที่ดีแบบไม่มีวันลืม