ซาร์นิโคลัส และข้อเท็จจริงของการลอบสังหาร ครบรอบ 101 ปีของเหตุการณ์ประหารหมู่ซาร์องค์สุดท้ายและพระราชวงศ์โรมานอฟ Patourlogy ขออาสาพาทุกท่านไปสืบเสาะหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ The Last Czar พระองค์นี้

ภาพขาวดำแสดงกลุ่มต้นไม้สูงและเสาไม้ตั้งอยู่กลางพื้นที่โล่ง มีข้อความภาษาไทยขนาดใหญ่ปรากฏทับภาพ

1.) คดีการสังหาร ซาร์นิโคลัส ยังคงดำเนินต่อไป

แม้ว่าจะมีการพบซากพระศพและได้มีการนำไปทำพิธีทางศาสนาแล้วในปี 1994 แต่ในปี 2015 คดีนี้ก็ได้ถูกรื้อฟื้นอีกครั้งด้วยความประสงค์ของศาสนจักรรัสเซียออร์โธด็อกซ์ซึ่ต้องการพิสูจน์ชิ้นส่วนที่เหลือที่ได้นำมาประกอบพิธีแต่งตั้งเป็นนักบุญในภายหลังนั้นคือชิ้นส่วนจากบรรดาสมาชิกราชวงศ์จริง ๆ 100 เปอร์เซ็นต์หรือไม่

อนึ่ง ชิ้นส่วนที่พบส่วนใหญ่ในปี 1991 นั้นไม่พบของมกุฎราชกุมารอเล็กเซย์และสมเด็จพระเจ้าลูกเธออนาสตาเซีย จึงมีการคาดเดากันไปต่าง ๆ นานาว่าหรือเรื่องราวที่อนาสตาเซียหนีไปได้จะเป็นเรื่องจริง จนกระทั่งได้มีการขุดพบซากของเด็กผู้ชายซึ่งเป็นของมกุฎราชกุมารอเล็กเซย์ ส่วนของเด็กผู้หญิงคือสมเด็จพระเจ้าลูกเธอมาเรีย ไม่ใช่อนาสตาเซียอย่างที่เข้าใจกันแต่แรก

กลุ่มคนในชุดสูทและโค้ทยืนเรียงแถวกัน โดยมีผู้หญิงในชุดสีเขียวเข้มและหมวกดำยกมือขึ้นทักทายอยู่ด้านหน้า

2.) การสอบสวนเกี่ยวข้องกับ Duke of Edinburgh พระราชสวามีของ Queen Elizabeth II แห่งสหราชอาณาจักร

เจ้าชายฟิลิปหรือ Duke of Edinburgh ไปเกี่ยวดองหนองยุ่งกับพระราชวงศ์โรมานอฟได้อย่างไร ท่านถึงได้โดนเชิญไปเจาะพระโลหิตเพื่อตรวจ DNA ของพระนางอเล็กซานดรา... มาจะกล่าวบทไป จะสรุปให้สั้น ๆ คือ สมเด็จยายของเจ้าชายฟิลิป คือเจ้าหญิงวิคทอเรียแห่งแคว้น Hesse and By Rheine เป็นพี่สาวแท้ ๆ ของสมเด็จพระจักรพรรดินีอเล็กซานดร้าแห่งรัสเซีย (Tsarina Alexandra of Russia) หรือพระนามเดิมคือเจ้าหญิงอาลิกซ์ (Princess Alix of Hesse and By Rhein) สั้น ๆ ของสั้น ๆ คือสมเด็จยายกับพระนางอเล็กซานดราเป็นพี่น้องกัน และสองศรีพี่น้องนี้ยังเป็นหลานยายแท้ ๆ ของสมเด็จพระนางเจ้าวิคทอเรียมหาราชินีแห่งอังกฤษอีกด้วย

ทหารในเครื่องแบบสีเขียวหลายคนกำลังแบกโลงศพไม้สีน้ำตาลที่คลุมด้วยผ้าสีเหลือง เดินผ่านแถวทหารที่ถือปืนยาว

3.) ชิ้นส่วนพระศพของมกุฎราชกุมารอเล็กเซย์และพระเจ้าลูกเธอมาเรียยังคงไม่ได้ทำพิธีฝัง

ชิ้นส่วนพระศพของ ซาร์นิโคลัสที่สอง พระนามอเล็กซานดร้า และพระเจ้าลูกเธอทั้งสามพระองค์ถูกนำไปทำพิธีฝั่งอย่างรัฐพิธี ณ สุสานหลวงป้อมปีเตอร์และพอล นครเซ็นต์ปีเตอร์สเบิร์กโดยประธานาธิบดีบอริส เยลต์ซินเป็นประธานในพิธีถึงแม้สังฆราชอเล็กเซย์ที่สองจะไม่ได้เข้าร่วมก็ตาม ชิ้นส่วนที่เหลือได้รับการขุดขึ้นมาจากหลุมเพื่อเก็บตัวอย่าง DNA สำหรับการสืบสวนรอบใหม่โดยสังฆราชคิริลกล่าวว่าการพิสูจน์จะแล้วเสร็จในเร็ว ๆ นี้ ทุกวันนี้ชิ้นส่วนของมกุฎราชกุมารอเล็กเซย์และพระเจ้าลูกเธอมาเรียยังคงอยู่ในห้องเก็บตัวอย่าง DNA

ภาพถ่ายขาวดำแสดงคนสามคนยืนบนพื้นดิน มีสองคนถือจอบปักลงดิน และอีกคนในชุดเครื่องแบบยืนกอดอกอยู่ด้านขวา

4.) พระราชวงศ์หนีภัยใต้ธงกาชาดของญี่ปุ่น

หลังจากการสละราชสมบัติของซาร์นิโคลัสที่สองในช่วงการปฏิวัติรัสเซียรอบแรก บรรดาสมาชิกพระราชวงศ์โรมานอฟต้องระหกระเหินไปตามที่ต่าง ๆ ว่ากันว่าขบวนรถไฟพระที่นั่งพรางด้วยสัญลักษณ์กาชาดเพื่อมนุษยธรรมของญี่ปุ่นเพื่อไม่ให้เป็นที่สังเกตเมื่อเสด็จหนีภัยไปยังที่ใด ๆ

ภาพถ่ายขาวดำของชายในชุดเครื่องแบบนั่งบนตอไม้ โดยมีชายในชุดเครื่องแบบอีกสามคนยืนอยู่ด้านหลังท่ามกลางต้นไม้

5.) ประหารเพราะการรุกคืบของฝ่ายต่อต้านการปฏิวัติ

ในยุคโซเวียตมีคำอธิบายอย่างเป็นทางการต่อโศกนาฏกรรมในครั้งนั้นว่าเป็นการประหารโดยคำสั่งของโซเวียต (สภาคนงาน) แห่งภูมิภาคอูราลโดยความจำเป็นในช่วงสงครามกลางเมืองด้วยเหตุที่กองทหารอาสาเชค (ที่เคยเป็นนักโทษสงครามจากสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง) ฝ่ายสนับสนุนราชวงศ์กำลังยุคกำลังมาตีเมืองเยคาเทรินบูร์กและอาจชิงตัวซาร์และราชวงศ์ไปได้ และความจริงก็คือทหารเชคสามารถยึดเมืองไว้ได้ 8 วันหลังจากที่ ซาร์นิโคัส และราชวงศ์ถูกสังหารไปแล้ว

ภาพวาดสีน้ำมันแสดงฉากชายในชุดทหารกำลังยิงปืนใส่ชายอีกคนที่กำลังกอดกัน โดยมีผู้คนยืนดูอยู่รอบข้าง

6.) รัฐบาลมอสโกไม่ได้ลงนามในการประหาร

ในยุคหลังยุคโซเวียต นักประวัติศาตร์ให้ข้อสรุปว่าโซเวียตแห่งภูมิภาคอูราลเป็นผู้ออกคำสั่งประหารชีวิตซาร์และพระราชวงศ์และไม่มีหลักฐานใดชี้ชัดเลยว่า เลนินหรือผู้นำบอลเชวิกที่มอสโกคนใดเป็นผู้ออกคำสั่ง นักประวัติศาสตร์บางรายอ้างว่าหนำซ้ำรัฐบาลที่มอสโกตั้งใจจะนำซาร์ขึ้นพิจารณาคดีในศาลเสียอีก

แต่บางแหล่งก็กล่าวว่ามือสังหารได้รับโทรเลขเข้ารหัสลับจากเครมลินให้สังหารเฉพาะซาร์นิโคลัส แต่ไม่ใช่ทั้งราชวงศ์ ความคิดที่จะสังหารทั้งราชวงศ์มาจากโซเวียตแห่งอูราลซึ่งหลายคนมีแนวคิดหัวรุนแรงกว่าผู้นำบอลเชวิกในเครมลิน

ภาพถ่ายขาวดำกลุ่มชายประมาณสิบสามคนในชุดยุคเก่า นั่งและยืนเป็นแถวหน้าต้นไม้ พร้อมข้อความไทยทับที่ด้านล่าง

7.) ซากพระศพถูกฝังทำลายสองรอบ

ซาร์และพระราชวงศ์ แพทย์หลวงและข้าราชบริพารถูกนำตัวมายังห้องใต้ดินของบ้านอิปาเทียฟด้วยเหตุผลเพื่อถ่ายรูป ก่อนที่จะหักมุมด้วยการอ่านคำประกาศประหารชีวิตแล้วถูกระดมยิง หลายพระองค์รอดชีวิตจากห่ากระสุนชุดแรกเพราะมีบรรดาเพชรอยู่ในฉลองพระองค์ก็ถูกปลิดชีพซ้ำด้วยดาบปลายปืน

ซากพระศพถูกลำเลียงไปทิ้งที่เหมืองร้างในครั้งแรก ก่อนที่จะเปลี่ยนใจกู้ศพขึ้นมาจากเหมืองร้างแล้วเอาไปฝังกลบในป่าก่อนที่จะราดกรดซัลฟิวริกและจุดไฟเผาเพื่อทำลายหลักฐาน 

ภาพขาวดำภายในห้องที่มีผนังไม้เป็นร่อง มีประตูไม้บานคู่ และพื้นมีเศษวัสดุกระจายอยู่

8.) ชะตากรรมของซาร์และราชวงศ์ไม่ได้เป็นที่รับรู้กันอย่างเป็นทางการ

ทีแรกทางการโซเวียตทำเพียงแค่รายงานการสวรรคตของซาร์นิโคลัสที่สองและพระราชวงศ์ที่เหลือได้สูญหายไปในช่วงความชุลมุนของสงครามกลางเมืองรัสเซีย จนกระทั่งในช่วงต้นทศวรรษที่ 1920s ที่ความเริ่มแดงขึ้นมาจากปากของบรรดามือสังหาร เข้ากับสุภาษิตที่ว่ากระดูกร้องได้อย่างแท้จริง

ภาพขาวดำแสดงกลุ่มคน 6 คนนั่งและยืนอยู่บนดาดฟ้าอาคารที่มีหลังคาเอียงเป็นตาราง พร้อมข้อความภาษาไทยขนาดใหญ่ทับที่ด้านล่าง

9.) ไม่ค่อยมีประเด็นผลประโยชน์สาธารณะเกี่ยวข้องกับโศกนาฏกรรมครั้งนี้

ไม่น่าเชื่อก็ต้องเชื่อว่าในยุคนั้นข่าวการสวรรคตของซาร์นิโคลัสที่สองท่ามกลางสงครามกลางเมืองแทบไม่ได้มีผลต่อการขับเคลื่อนทางสังคมรัสเซียในยุคนั้น เนื่องจากว่าซาร์นิโคลัสที่สองไม่ได้เป็นที่นิยมในหมู่พสกนิกรชาวรัสเซีย แม้ว่าพระองค์จะได้รับการถวายเกียรติและเป็นที่รักใคร่ต่อพระราชอาคันตุกะมิตรสหายต่างประเทศก็ตาม 

ภาพขาวดำของชายหนวดเคราถือแก้วและชาม มีข้อความ '10. สถานที่รักและเมืองฮาร์' และโลโก้ 'PATOURLOGY' มุมขวาบน

10.) สถานที่รำลึกและมือสังหาร

ผู้ที่ควบคุมการประหารในคราวนั้นคือยาคอฟ ยูรอฟสกี (Yakov Yurovsky) หัวหน้าหน่วยข่าวกรอง (ตำรวจลับ) เชก้า ของโซเวียตแห่งภูมิภาคอูราล ในช่วงปี 1920 ยูรอฟสกีได้ส่งเครื่องเพชรที่เป็นของซาร์และพระราชวงศ์ไปให้กับรัฐบาลเครมลินเพื่อเป็นการรายงานว่าเป็นทรัพย์สมบัติของซาร์ผู้ล่วงลับ และในเวลาต่อมาก็ได้ดำรงตำแหน่งสำคัญ ๆ หลายตำแหน่งในรัฐบาลบอลเชวิก ก่อนที่จะถึงแก่กรรมในปี 1938 ช่วงการกวาดล้างศัตรูการเมืองของสตาลินพอดีซึ่งสาเหตุคือเป็นฝีในกระเพาะอาหาร ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการโดนกวาดล้างแต่อย่างใด ส่วนบ้านอิปาเทียฟถูกทำลายลงในปี 1977 โดยหัวหน้าคณะบริหารท้องถิ่นบอริส เยลต์ซินซึ่งต่อมาจะขึ้นเป็นประธานาธิบดีรัสเซียและสร้างวัดแห่งหยดเลือดขึ้นแทนที่เพื่อรำลังและอุทิศซาร์นิโคลัสที่สองและพระราชวงศ์

อ่านบทความอื่นเกี่ยวกับการท่องเที่ยว >>> https://www.patourlogy.com/blog/inspiration

สนใจทัวร์เดินทางไปยังประเทศรัสเซีย และ อดีตสหภาพโซเวียตของเรา >>> https://www.patourlogy.com/destination/russia-and-ussr