ทะเลสาบติติกากา (Titicaca) เป็นทะเลสาบที่สูงที่สุดในโลกโดยอยู่ที่ความสูง 12,500 ฟุต เหนือระดับน้ำทะเลในเทือกเขาแอนดีสของทวีปอเมริกาใต้ พาดผ่านพรมแดนระหว่างเปรูทางทิศตะวันตกและโบลิเวียทางทิศตะวันออก นับเป็นทะเลสาบที่ใหญ่เป็นอันดับสองของทวีปอเมริกาใต้ ครอบคลุมพื้นที่ 3,200 ตารางไมล์ ในทะเลสาบติติกากามีเกาะมากถึง 41 เกาะ บางเกาะก็มีประชากรอยู่อาศัยอย่างหนาแน่น เกาะที่ใหญ่ที่สุดคือ Isla del Sol หรือเกาะแห่งพระอาทิตย์ ซึ่งได้กลายเป็นที่มาของตำนานในอารยธรรมอินคา

การค้นพบโบราณวัตถุครั้งล่าสุดที่ทะเลสาบศักดิ์สิทธิ์ “ติติกากา”

ตั้งแต่ครั้งอดีต ทะเลสาบติติกากานั้นเป็นทะเลสาบศักดิ์สิทธิ์ของผู้คนในอารยธรรมโบราณของพื้นที่อเมริกาใต้ฝั่งตะวันตก ซึ่งได้รับการยืนยันจากผลสำรวจของทีมนักสำรวจใต้น้ำ นำทีมโดยนักโบราณคดีจากมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ดและมหาวิทยาลัยเพนน์สเตต เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2019 และมีการตีพิมพ์การค้นพบวัตถุโบราณที่เกี่ยวข้องกับอารยธรรมติวานาคู (Tiwanaku) ลงในวารสาร Antiquity ฉบับเดือนสิงหาคม 2020 โบราณวัตถุสำคัญที่ค้นพบในครั้งนี้ คือ กล่องที่ทำจากแอนดีไซต์ ซึ่งเป็นหินภูเขาไฟในท้องถิ่น พบวางอยู่บนแนวปะการังลึกประมาณ 18 ฟุตใต้พื้นผิวทะเลสาบ กล่องนี้มีช่องลึกเข้าไปภายในและปิดผนึกด้วยแท่งหินกลม ในกล่องนั้นบรรจุแผ่นทองคำที่ม้วนเป็นทรงกระบอกขนาดเล็กๆ และตุ๊กตาลามะที่ทำจากสปอนดิลัสหรือเปลือกหอยสีปะการังของหอยนางรมหนามที่หายากและมีค่า นักโบราณคดีเชื่อว่าแผ่นทองทรงกระบอกนี้อาจเป็นแบบจำลองขนาดเล็กของชิปปานา ซึ่งเป็นสร้อยข้อมือประเภทหนึ่งที่ขุนนางสวมไว้ที่ปลายแขนขวา ส่วนลามะเป็นตัวแทนของสัตว์ที่มีความทนทาน การค้นพบนี้ได้สะท้อนถึงความเคารพต่อทะเลสาบที่เริ่มต้นจากอารยธรรมติวานาคู และอารยธรรมอินคาก็ได้รับอิทธิพลจากประเพณีของผู้คนที่อาศัยอยู่ที่นั่นในยุคก่อนหน้านั่นคือ ติวานาคู ซึ่งเป็นอารยธรรมยุคก่อนที่เชื่อกันว่ามีอยู่ในแถบโบลิเวีย เปรู และชิลีปัจจุบัน มีอายุระหว่างประมาณ 200 ปีก่อนคริสตกาล ถึงคริสต์ศวรรษที่ 10 นอกจากนี้การบูชาทะเลสาบอาจเชื่อมโยงกับลัทธิของบรรพบุรุษชาวอินคาและพิธีแสวงบุญที่เกิดขึ้นบนเกาะแห่งพระอาทิตย์ ซึ่งรวมตำนานต้นกำเนิดของอินคาไว้ที่นั่นจึงทำให้ทะเลสาบติติกากาเป็นสถานที่สำหรับประกอบพิธีกรรมของอารยธรรมอินคา

Lake Titicaca ทะเลสาบติติกากา
Lake Titicaca ทะเลสาบติติกากา

ติวานาคู อารยธรรมโบราณแห่งทะเลสาบติติกากา

ติวานาคูเป็นหนึ่งในอารยธรรมแรกของอเมริกาใต้ ตั้งอยู่บนชายฝั่งทางตอนใต้ของทะเลสาบติติกากาที่พรมแดนระหว่างโบลิเวียและเปรู เมืองหลวงของติวานาคูนั้นอยู่ในที่ราบลุ่มของแม่น้ำติวานาคูและแม่น้ำคาทาริ (Katari) ที่ระดับความสูงระหว่าง 12,500–13,880 ฟุต จากระดับน้ำทะเล แม้จะตั้งอยู่ บนที่สูง ซึ่งพบน้ำค้างแข็งอยู่บ่อยครั้ง แต่ก็เป็นเมืองที่มีผู้คนอาศัยอยู่มากถึง 20,000–40,000 คน ในช่วงที่อารยธรรมนี้รุ่งเรือง อย่างไรก็ตาม น้ำค้างแข็งที่เกิดขึ้นในพื้นที่กลับส่งผลดีต่อภาคเกษตรกรรมของติวานาคู พวกเขาเลือกปลูกพืชที่ทนต่อน้ำค้างแข็งอย่างพืชหัวและควินัว รวมทั้งการกักเก็บน้ำฝนและน้ำจากการละลายของน้ำค้างแข็งที่ไหลลงมาตามความชันของภูเขาลงคลองระบายน้ำ ซึ่งการปรับตัวในลักษณะนี้ส่งผลให้เกิดการจัดตั้งเป็นชุมชนที่ขนาดใหญ่ขึ้นและซับซ้อนมากขึ้น จนเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้อารยธรรมติวานาคูมีอิทธิพลในพื้นที่ดังกล่าว นอกเหนือจากการเกษตรแล้ว งานหินก็มีความสำคัญต่อเอกลักษณ์ของติวานาคู มีการทำแอนดีไซต์สีน้ำเงินไปเป็นสีเทาอมเขียวตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของอารยธรรม ไปจนถึงช่วงที่ติวานาคูเริ่มขยายอำนาจในระดับภูมิภาค ทำให้ช่างทำหินเริ่มใช้หินภูเขาไฟจากภูเขาไฟโบราณที่อยู่ห่างไกลมากขึ้น ดังเช่น หินจากภูเขาไฟในพื้นที่ประเทศเปรู ซึ่งมีความหนาแน่นและแข็งขึ้น โดยช่างหินของติวานาคูใช้สร้างศาสนสถานขนาดที่ใหญ่ขึ้นกว่าเดิม รวมถึงแท่นขนาดใหญ่และประตูสามมิติ หลังจากผ่านไป 700 ปี อารยธรรมติวานาคูก็เสื่อมสลาย โดยเกิดขึ้นประมาณคริสต์ศตวรรษที่ 11 ทั้งนี้มีทฤษฎีอย่างน้อยหนึ่งทฤษฎีที่ระบุว่าเป็นผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงปริมาณน้ำฝนที่ลดลงอย่างรวดเร็ว โดยมีหลักฐานว่าระดับน้ำใต้ดินลดลงจนนำไปสู่จุดจบของระบบเกษตรกรรมบนพื้นที่ศูนย์กลางติวานาคู แม้ติวานาคูจะล่มสลายไป แต่ความทรงจำของอารยธรรมนี้ยังคงอยู่ในตำนานของชาวแอนดีสทั่วไป โดยติวานาคูก็ยังคงเป็นสถานที่สำคัญทางศาสนาสำหรับคนในท้องถิ่น ต่อมาได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของตำนานในอารยธรรมอินคา ในฐานะแหล่งกำเนิดของมนุษยชาติ และชาวอินคาเองก็สร้างศาสนสถานของตนเองควบคู่ไปกับซากปรักหักพังของติวานาคู

วิหารแห่งพระอาทิตย์ (Temple del Sol) ที่ทะเลสาบติติกากา
วิหารแห่งพระอาทิตย์ (Temple del Sol) ที่ทะเลสาบติติกากา

โบราณสถานติวานาคู (Tiwanaku) มรดกโลกแห่งโบลิเวีย

โบราณสถานติวานาคู (Tiwanaku)  ตั้งอยู่ทางตะวันตกของโบลิเวีย ใกล้กับทะเลสาบติติกากา เป็นหนึ่งในโบราณสถานที่ใหญ่ที่สุดในอเมริกาใต้ ครอบคลุมพื้นที่กว่า 4 ตารางกิโลเมตร เนื่องจากวิหารและอาคารต่างๆ ในเมืองได้รับความเสียหายอย่างมากจากการถูกทำลาย รัฐบาลโบลิเวียเองเริ่มปรับปรุงซ่อมแซมมาตั้งแต่ปี 1960 จนกระทั่งปัจจุบันที่นี่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO โดยสิ่งก่อสร้างในเมืองที่ได้รับการสำรวจและศึกษาแล้วได้แก่ Akapana, Akapana East, Pumapunku, Kalasasaya, Kheri Kala, Putin enclosures, และวิหาร Semi-Subterranean ซึ่งเปิดให้เข้าชมได้ พื้นที่ของโบราณสถานแห่งนี้  เดิมเป็นเมืองที่มีประชากรหนาแน่น อาศัยอยู่ในบริเวณซึ่งมีการแบ่งแยกตามพื้นที่ชัดเจนด้วยผนังขนาดใหญ่ ย่านที่พักอาศัยเหล่านี้มีลักษณะเฉพาะด้วยโครงสร้างอาคารหลายกลุ่ม (เช่น ห้องครัว ห้องนอน ห้องเก็บของ) บางแห่งมีการจัดวางอาคารรอบลานขนาดเล็ก แต่ทั้งหมดนี้จะเชื่อมต่อกับพื้นที่กลางแจ้งขนาดใหญ่ที่ใช้งานร่วมกันเช่น งานพิธีในชุมชน พื้นที่หนึ่งที่นักโบราณคดีได้สำรวจอย่างละเอียดคือ ย่านใจกลางเมือง ซึ่งมีโครงสร้างขนาดใหญ่ เป็นพื้นที่ล้อมรอบด้วยคูน้ำ และโครงสร้างหลายอย่างดูเหมือนจะมีความสำคัญทางศาสนา โดยเฉพาะ อาคารขนาดเล็กที่ลงมาทางบันไดทางทิศใต้ หลังจากลงบันไดไปจะเห็นเสาหินขนาดใหญ่ตั้งตรงกลาง ซึ่งเป็นสัญญลักษณ์ที่แสดงถึงบรรพบุรุษในตำนานที่เก่าแก่และทรงพลังที่สุดของชุมชนแห่งนี้ นอกจากนี้ ผนังของศาสนสถานที่ทรุดโทรมนี้ยังประดับประดาด้วยภาพของ “สิ่งที่เหมือนกับเทพเจ้าซึ่งมีใบหน้าเย่อหยิ่งและผ้าโพกศีรษะที่วิจิตรบรรจง”  อาคารนี้เป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสและแต่ละด้าน ยาวประมาณ 27 เมตร (89 ฟุต)  ติดกับศาสนสถานนี้เป็นฐานที่รู้จักกันในชื่อ "Kalasasaya" มีขนาดกว้าง 120 เมตร ยาว 130 เมตร นักโบราณคดีสันนิษฐานว่าอาจเป็นบ้านของชนชั้นสูงของติวานาคู ซึ่งวางตำแหน่งตัวเองให้เป็นผู้สืบทอดตำแหน่งพิธีกรรมอันชอบธรรมในยุคแรกของติวานาคู นอกจากนี้ ในบริเวณที่ล้อมรอบด้วยคูน้ำยังเป็นสิ่งที่เรียกว่า “ปิรามิดประดิษฐ์” ซึ่งรู้จักกันในชื่อ Akapana สิ่งก่อสร้างที่ยิ่งใหญ่นี้มีส่วนฐานประมาณ 200 คูณ 250 เมตร และสูงกว่า 16.5 เมตร นับเป็นสิ่งก่อสร้างที่ใหญ่ที่สุด คาดว่าเป็นหนึ่งในพื้นที่ทางการเมืองและพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สำคัญที่สุดของเมืองหลวง เมื่อนักโบราณคดีขุดค้นปิรามิดทางตะวันตกเฉียงเหนือ ได้พบโครงกระดูกของคน 21 คน ซึ่งอาจมาจากกลุ่มที่ติวานาคูพิชิตได้ รวมถึงกระดูกลามะและเซรามิกโพลิโครม โครงกระดูกหลายชิ้นมีร่องรอยบาดแผลลึกและการแตกหักจากการกดทับซึ่งเกิดขึ้นได้จากการกระแทกอย่างแรงเท่านั้น คาดว่า คนเหล่านี้ถูกดาบฟันอย่างแรงก่อนจะนำไปฝังที่ฐานของปิรามิด นอกเขตคูน้ำไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ มีแท่นขนาดใหญ่ที่ยังไม่เสร็จซึ่งเรียกว่า Pumapunku ตัวของฐานหลักนั้นกว้างมาก โดยวัดความยาวได้กว่าครึ่งกิโลเมตร วางในแนวทิศตะวันออก-ตะวันตก และประกอบด้วยระเบียงที่ซ้อนทับกันมีลักษณะเป็นรูปตัว ที (T) ทั้งนี้ความน่าประหลาดใจของ Pumapunku อยู่ที่ก้อนหินขนาดใหญ่ ซึ่งก้อนที่ใหญ่ที่สุดหนักถึง 131 ตัน แต่ละก้อนตัดเป็นแท่งเรียบและวางเรียงซ้อนกันน่าประหลาด ทั้งที่อารยธรรมยุคนั้นยังไม่น่าจะมีอุปกรณ์ใดๆ ที่จะตัดหินขนาดใหญ่ได้ นอกจากนั้นหินที่อยู่ในโบราณสถานยังมีขนาดใหญ่ น้ำหนักมาก เป็นหินทรายสีแดงและหินแอนดีไซต์ที่ถูกตัดอย่างแม่นยำจนให้เข้ากันได้สนิทดีโดยไม่ต้องใช้ปูนเชื่อมต่อแต่อย่างใด โดยเฉพาะหินรูปตัว เอช (H) ที่ตัดได้เรียบราวกับใช้เครื่องจักรทันสมัย

โบราณสถานติวานาคู (Tiwanaku) มรดกโลกแห่งโบลิเวีย Kalasasaya
โบราณสถานติวานาคู (Tiwanaku) มรดกโลกแห่งโบลิเวีย Kalasasaya

อารยธรรมอินคากับจุดเริ่มต้นที่ทะเลสาบติติกากา

อารยธรรมอินคา เป็นอารยธรรมที่เจริญที่สุดในอเมริกาใต้  ส่วนใหญ่อยู่ในอาณาบริเวณของประเทศเปรูปัจจุบัน มีช่วงเวลาปรากฏตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 13 จนถึงปีที่ล่มสลายคือ ค.ศ. 1572 โดยมี นครคูซโค (Cusco) เป็นศูนย์กลางการบริหาร การเมือง และการทหาร  อารยธรรมขั้นสูงของอินคา คือ การจัดระเบียบทางสังคมที่ทำให้ประชากรนับตั้งแต่ระดับสูงสุดคือจักรพรรดิลงมาจนถึงชาวไร่ชาวนา ได้ทำงานตามบทบาทหน้าที่ ความเจริญรุ่งเรืองของอินคายังรวมไปถึงสถาปัตยกรรม ประติมากรรม วิศวกรรม และระบบชลประทานอีกด้วย ตำนานการก่อตั้งอาณาจักรอินคาที่เป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไปนั้นมีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับทะเลสาบติติกากา นั่นคือ ตำนานของ Manco Cápac และ Mama Ocllo เป็นหนึ่งในตำนานของชาวอินคาที่บอกเล่าเรื่องของพระเจ้า Inti ส่งคู่ชายหญิงมายังโลกเพื่อให้กำเนิดอารยธรรม บูชาเทพพระอาทิตย์ และสร้างอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ ทั้งคู่ซึ่งก็คือ Manco Cápac และ Mama Ocllo ปรากฎกายขึ้นที่ Isla del Sol หรือเกาะของดวงอาทิตย์ในทะเลสาบติติกากา แล้วเข้ามายังดินแดนที่มีผู้คนอาศัยอยู่ และทั้งคู่ก็ได้รับการนับถือจากคนเหล่านั้นในฐานะสิ่งมีชีวิตศักดิ์สิทธิ์   ภารกิจที่คู่สามีภรรยาต้องปฏิบัติคือ ถ้าคทาสีทองของพวกเขาสามารถจมลงไปในดินได้ แผ่นดินนั้นมีความอุดมสมบูรณ์และจะเป็นสถานที่ตั้งอาณาจักรขึ้นมา และแล้วภารกิจของทั้งคู่ก็บรรลุ คทาสีทองจมลงในดินของเนินเขาทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของทะเลสาบติติกากา เป็นหุบเขาขนาดใหญ่ที่ชื่อ Huanacauri นี่คือที่มาของอาณาจักรอินคา หากตีความจากตำนานดังกล่าว พื้นที่ชายฝั่งของทะเลสาบติติกากานั้นเป็นที่อยู่อาศัยของชาวติวานาคู ดังนั้นการที่ Manco Cápac และ Mama Ocllo มาจากดินแดนดังกล่าว จึงอาจจะอนุมานได้ว่าทั้งคู่นั้นเป็นทายาทดั้งเดิมของชาวติวานาคูนั่นเอง

สัญลักษณ์ของอารยธรรมอินคาคือที่ Machu Picchu
สัญลักษณ์ของอารยธรรมอินคาคือที่ Machu Picchu

พิพิธภัณฑ์ใต้น้ำที่ทะเลสาบติติกากา

แม้ว่าทะเลสาบติติกากาจะเป็นสถานที่แห่งความงามอันโดดเด่น แต่ผืนน้ำในทะเลสาบติติกากาก็คือแหล่งกำเนิดของอารยธรรมแอนเดียน รวมทั้งติวานาคูและอินคา เมื่อเวลาผ่านไปน้ำในทะเลสาบสูงขึ้นจนฝังบ้านเรือนโบราณริมทะเลสาบหลายแห่งไว้ใต้กระแสน้ำ การขุดค้นทางโบราณคดีใต้น้ำจึงเกิดขึ้นตั้งแต่ ค.ศ. 1968 เป็นต้นมา โดยเฉพาะ ค.ศ. 2012 รัฐบาลโบลิเวียร่วมกับ Université Libre de Bruxelles (ULB) ดำเนินการตรวจสอบเป็นเวลา 220 วัน ด้วยการดำน้ำมากกว่า 1,350 ครั้ง ทำให้เกิดพื้นที่โบราณคดีใต้น้ำ 20 แห่งและพบวัตถุโบราณมากกว่า 20,000 รายการ ตั้งแต่ยุคติวานาคู (ค.ศ. 300-1150) จนถึงยุคอินคา (ค.ศ. 1400-1532) ในปี ค.ศ. 2018 ต่อมารัฐบาลโบลิเวียได้เข้าร่วมอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองมรดกวัฒนธรรมใต้น้ำของยูเนสโก (UNESCO) ซึ่งผลการประชุมเชิงปฏิบัติการของยูเนสโกได้มีการหารือเกี่ยวกับการวิจัยทางวิทยาศาสตร์และการปกป้องมรดกทางวัฒนธรรมใต้น้ำ รวมถึงโครงการสำหรับการสร้างพิพิธภัณฑ์ใต้น้ำ ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์กึ่งจมน้ำกึ่งลอยน้ำในทะเลสาบติติกากา จุดมุ่งหมายของพิพิธภัณฑ์คือ การอนุรักษ์ทั้งโครงสร้างทางโบราณคดีที่จมอยู่ใต้น้ำและบนชายฝั่งทะเลสาบ โดยผู้เข้าชมจะได้เห็นมรดกที่ซ่อนอยู่ใต้น้ำผ่านผนังกระจก ตลอดจนนิทรรศการวัตถุที่ได้รับการกู้คืนจากทะเลสาบ  นับเป็นการเปิดประวัติศาสตร์อันน่าทึ่งของทะเลสาบติติกากา

พิพิธภัณฑ์ใต้น้ำที่ทะเลสาบติติกากา
พิพิธภัณฑ์ใต้น้ำที่ทะเลสาบติติกากา

ที่มาบทความ