หากพูดถึงศิลปะการต่อสู้ด้วยมือเปล่าของชาวไทย ร้อยทั้งร้อยคงคิดอื่นใดไม่ได้นอกจากมวยไทยอันเลื่องชื่อ แม่ไม้มวยไทยของเราโด่งดังไกลไปทั่วโลก ชาวต่างชาติถึงกับกล่าวว่ามวยไทยเป็นหนึ่งในศิลปะการป้องกันตัวที่อันตรายที่สุดเนื่องจากสามารถใช้ทุกส่วนของร่างกายเป็นอาวุธ

ทว่านอกจากหมัดมวยของเราแล้ว ชาติอื่นๆ ในโลกต่างก็มีรูปแบบการต่อสู้ที่แตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับวัฒนธรรม สภาพภูมิประเทศ และความเป็นอยู่ของชนชาตินั้นๆ

และในวันนี้ เราจะพาคุณบุกตะลุยผืนป่าดงดิบในอเมริกาใต้เพื่อตามหาศิลปะการต่อสู้ที่ครั้งหนึ่งเคยเสี่ยงต่อการถูกทำให้สูญหาย ศิลปะการป้องกันตัวประเภทนี้มีชื่อว่า “กาโปเอรา (Capoeira)” การต่อสู้ที่ผสมผสานการเต้นรำ กายกรรม และดนตรีเข้าด้วยกัน เพราะเหตุใดรัฐบาลบราซิลในอดีตจึงสั่งห้ามการฝึกฝนกาโปเอราอย่างเด็ดขาดนั้น เราจะมาหาคำตอบไปพร้อมกัน

เริ่มต้นที่ดินแดนอาณานิคมบราซิล (Brazil Colonial)

กาโปเอรา (Capoeira) เป็นศิลปะการต่อสู้ที่ถือกำเนิดใน ดินแดนอาณานิคมบราซิล (Brazil Colonial) ภายใต้การปกครองของอาณาจักรโปรตุเกสในคริสต์ศตวรรษที่ 16

ภาพวาดสีน้ำมันแสดงเรือใบหลายลำจอดอยู่ริมฝั่งทะเลที่มีผู้คนยืนอยู่บนเรือและบนชายหาด
เริ่มต้นที่ดินแดนอาณานิคมบราซิล (Brazil Colonial)

แม้จะไม่มีผู้ใดรู้แน่ชัดว่าใครเป็นผู้คิดค้นการต่อสู้รูปแบบดังกล่าว ทว่าหลักฐานลายลักษณ์อักษรจากขุนนางและบาทหลวงโปรตุเกสระบุชัดเจนว่า กาโปเอราเป็นการต่อสู้ด้วยมือเปล่าที่นิยมฝึกฝนในหมู่ทาสผิวดำ

ย้อนกลับไปปลายคริสต์ศตวรรษที่ 15 หลังจากที่คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส นักสำรวจชาวอิตาเลียนค้นพบหมู่เกาะแคริบเบียนและทวีปอเมริกา ชาวยุโรปก็หันมาลงทุนทำเหมืองและเพาะปลูกพืชเศรษฐกิจในทวีปโลกใหม่ (New World) พวกเขาต้องการแรงงานจำนวนมากเพื่อทำงานในเหมืองและไร่

โชคร้ายที่ชนพื้นเมืองที่ถูกบังคับมาเป็นแรงงานโดยไม่เต็มใจติดโรคที่รักษาไม่หายจนล้มตายเป็นใบไม้ร่วง ด้วยเหตุนี้เหล่าคนขาวจึงซื้อหาทาสผิวดำจากทวีปแอฟริกามาใช้แรงงานแทนคนท้องถิ่น

ชาวยุโรปค้นพบว่าทาสผิวดำทำงานได้ดี พวกเขามีความทรหดอดทนต่อสภาพแวดล้อมแสนกันดาร ทำให้บรรดานายจ้างหันมาทำธุรกิจค้าทาสควบคู่กันกับการเพาะปลูกและทำเหมือง ด้วยเหตุนี้บราซิลในคริสต์ศตวรรษที่ 16 จึงเต็มไปด้วยแรงงานทาสที่ถูกนำตัวมาจากคองโกและแองโกลา สองดินแดนในแอฟริกากลางที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับโปรตุเกสในขณะนั้น

ดังที่ได้กล่าวไปในข้างต้น ความเป็นอยู่ของเหล่าทาสเป็นไปอย่างเลวร้าย นายทาสโปรตุเกสปฏิบัติราวกับพวกเขาไม่ใช่คน ชีวิตแสนทุกข์ทนทำให้ทาสผิวดำเริ่มหลบหนีออกจากไร่

เนื่องจากบราซิลเป็นดินแดนที่อุดมด้วยผืนป่าและหุบเขาสลับซับซ้อน เหล่าทาสจึงหนีมาหลบซ่อนในท้องถิ่นกันดารที่ว่า พวกเขาตั้งชุมชนทาสหลบหนีที่เรียกว่า “กิลอมโบ (Quilombo)” ขึ้นมา

ภาพวาดสีน้ำแสดงชายคนหนึ่งกำลังยกไม้เรียวขึ้นเหนือศีรษะเพื่อตีชายอีกคนที่นั่งกอดเข่าอยู่บนพื้นดิน โดยมีกลุ่มคนยืนดูอยู่ห่างๆ ในฉากหลัง
แรงงานทาสในบราซิล

กิลอมโบ (Quilombo) ชุมชนทาสหลบหนี

“กิลอมโบ (Quilombo)” มีลักษณะคล้ายกับค่ายทหารที่มีผู้นำที่เข้มแข็ง ชุมชนกิลอมโบมักต้องปะทะกับทหารโปรตุเกสที่ถูกส่งมาจับตัวทาสหลบหนีอยู่บ่อยครั้ง ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงจำเป็นต้องฝึกหมู่ชนให้แข็งแกร่ง

ชาวคองโกและแองโกลาพลัดถิ่นจึงรื้อฟื้นศิลปะการต่อสู้จากบ้านเกิดมาใช้ในการนี้ รูปแบบการต่อสู้ดังกล่าวมีชื่อว่า “อึงโกโล (Ngolo)”

อึงโกโลเป็นศิลปะการป้องกันตัวที่ผสมผสานท่วงท่ากายกรรม ผู้ฝึกฝนมักใช้มือค้ำยันเดินต่างเท้าและใช้เท้าเตะหรือถีบคู่ต่อสู้ อึงโกโลได้รับความนิยมในชุมชนทาสหลบหนีอย่างรวดเร็ว ศาสตร์ดังกล่าวแพร่หลายไปถึงหมู่ทาสที่ยังทำงานในไร่ เหล่าทาสที่ต้องการหลุดพ้นจากชีวิตที่เป็นอยู่จึงเริ่มต้นฝึกฝนอึงโกโลเพื่อใช้หลบหนีจากเวรยาม

ข้อดีของอึงโกโลคือเป็นการต่อสู้ด้วยมือเปล่า จึงเป็นการง่ายสำหรับทาสที่ไม่ได้รับอนุญาตให้พกอาวุธ

อย่างไรก็ตาม นายทาสโปรตุเกสตระหนักถึงการฝึกฝนดังกล่าวภายในเวลาไม่นาน พวกเขาสั่งห้ามไม่ให้ทาสฝึกศิลปะการต่อสู้ใดๆ ที่อาจนำไปสู่การก่อกบฏ เหล่าทาสในปกครองจึงคิดค้นการต่อสู้รูปแบบใหม่ พวกเขานำเอาเครื่องสายและเครื่องดนตรีประกอบจังหวะต่างๆ มาใช้เพื่อตบตานายทาสว่าสิ่งนี้เป็นเพียงการละเล่น

การต่อสู้รูปแบบใหม่ที่พัฒนาจากอึงโกโลจึงมีการผสมผสานท่วงท่าการร่ายรำ การต่อสู้แบบประยุกต์ถูกเรียกในเวลาต่อมาว่า “กาโปเอรา” ที่มีความหมายในภาษาตูปี (Tupi) ว่า “รอบผืนป่า” เป็นการอ้างอิงถึงชุมชนทาสหลบหนีในผืนป่าบราซิลที่ฝึกฝนการต่อสู้รูปแบบนี้ตลอดเวลานั่นเอง

ภาพวาดสีซีเปียแสดงกลุ่มคนหลายวัยนั่งและยืนอยู่หน้ากระท่อมหลังคาหญ้า มีต้นกล้วยและพืชใบกว้างล้อมรอบ
กิลอมโบ (Quilombo) ชุมชนทาสหลบหนี

จุดกำเนิดกาโปเอรา (Capoeira)

การต่อสู้ระหว่างทหารโปรตุเกสและนักสู้มือเปล่าจากกิลอมโบดำเนินต่อมาเป็นเวลาหลายศตวรรษ จนกระทั่งวันที่ 13 พฤษภาคม ค.ศ. 1888 รัฐบาลบราซิลที่บัดนี้ได้รับเอกราชก็ประกาศห้ามไม่ให้มีการซื้อขายหรือครอบครองทาสอีกต่อไป

แม้จะเป็นเรื่องน่ายินดีของหมู่ทาส ทว่าสำหรับอดีตทาสทั้งหลาย พวกเขากลับไม่รู้ว่าควรใช้ชีวิตอย่างไรต่อไป ทาสผิวดำไม่มีความสามารถหรือทักษะใดๆ ในการใช้ชีวิตในโลกทุนนิยม หลายคนยังคงใช้ชีวิตเป็นแรงงานไร้ฝีมือรายได้ต่ำ ในขณะที่แรงงานฝีมือจากยุโรปและเอเชียต่างเข้ามาจับจองที่ดินทำกินในบราซิลทุกวัน

อดีตทาสที่เรียกตัวเองว่า “กาโปเอริสตา (Copoeirista)” หรือผู้ฝึกฝนกาโปเอราจึงหันมาใช้วิชาในทางที่ผิด พวกเขารวมกลุ่มกันใช้ชีวิตนอกกฏหมายและใช้กาโปเอราต่อสู้แย่งชิงทรัพย์สินจากพ่อค้าและชนชั้นสูง ผู้มีอิทธิพลในท้องที่ต่างๆ หันมาว่าจ้างกาโปเอริสตาเพื่อเป็นกองกำลังส่วนตัว

ภาพวาดสีน้ำแสดงชายสองคนกำลังฝึกฝนการต่อสู้ด้วยเท้าและมือ โดยมีชายอีกสามคนนั่งและยืนดูอยู่รอบข้าง
การฝึกฝนกาโปเอราในอดีต

การจู่โจมผู้บริสุทธิ์เพื่อชิงทรัพย์กลายเป็นเรื่องปกติในเมืองใหญ่ในบราซิล และหลังจากเหตุปล้นสะดมครั้งใหญ่กลางนครริโอ เดอ จาเนโรในปี 1890 รัฐบาลบราซิลก็ประกาศให้กาโปเอรากลายเป็นสิ่งต้องห้าม ใครก็ตามที่ต้องสงสัยว่าฝึกฝนกาโปเอราจะถูกจับมาลงโทษโดยไม่ต้องไต่สวน เหล่ากาโปเอริสตาจึงต้องใช้ชีวิตอย่างหลบซ่อนหลังจากนั้น

กาโปเอรา (Capoeira) ในปัจจุบัน

ชายและหญิงในชุดขาวยืนบนหญ้าริมทะเล โดยมีชายสองคนกำลังเคลื่อนไหวร่างกายอย่างคล่องแคล่ว
กาโปเอราในปัจจุบัน

เป็นเวลาหลายทศวรรษที่กาโปเอรากลายเป็นศาสตร์ต้องห้ามในบราซิล แม้ว่านักสู้ส่วนใหญ่จะวางมือจากการต่อสู้มาแสดงกายกรรมข้างถนนแล้วก็ตาม แต่รัฐบาลก็ยังคงเห็นว่านักสู้กาโปเอราเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศ

ทางการบราซิลเพิ่งผ่อนปรนมาตรการการฝึกฝนกาโปเอราในทศวรรษที่ 1970 หลังจากเห็นว่ารูปแบบของกาโปเอราในปัจจุบันมุ่งเน้นที่การขับร้องและการละเล่นมากกว่าการต่อสู้จนถึงตาย เหล่ากาโปเอริสตาจึงกลับมาแสดงอย่างเปิดเผยได้อีกครั้ง

บรรดากาโปเอรา เมสเตร (Capoeira Mestre) หรือปรมาจารย์ผู้ฝึกสอนกาโปเอราเริ่มหันมาเปิดสำนักของตัวเอง การแสดงกาโปเอราในเมืองใหญ่และสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญในบราซิลทำให้ชาวต่างชาติได้รู้จักศิลปะการป้องกันตัวประเภทนี้เป็นครั้งแรก ท่วงท่าร่ายรำสง่างามและจังหวะดนตรีที่ปลุกเร้าดึงดูดความสนใจจากคนทั่วโลก กาโปเอราจึงทวีความนิยมจนกลายเป็นอัตลักษณ์ของชาวบราซิลในที่สุด

ในปีค.ศ. 2014 กาโปเอราได้ถูกขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ (Intangible Cultural Heritage) ของประเทศบราซิลโดยองค์กรยูเนสโก (UNESCO) ยังความภาคภูมิใจสู่บรรดาลูกหลานแอฟริกันพลัดถิ่นในบราซิลมหาศาล จากการต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอดของหมู่ทาส กาโปเอราได้ข้ามผ่านอุปสรรคนานัปการจนได้รับการชื่นชมจากชาวโลก

ปัจจุบันผู้ชื่นชอบศิลปะการป้องกันตัวต่างเดินทางมายังบราซิลเพื่อฝึกฝนกาโปเอรากับเมสเตรที่มีชื่อเสียง กาโปเอริสตาหลายคนต่างเดินทางมาเปิดโรงเรียนฝึกสอนกาโปเอราในต่างประเทศเช่นกัน ถือเป็นการส่งเสริมวัฒนธรรมบราซิลให้คนต่างชาติได้รู้จัก

ภาพวาดเครื่องดนตรี 6 ชิ้น ได้แก่ berimbau, pandeiro, atabaque, caxixi, agogo และ baqueta พร้อมป้ายชื่อภาษาอังกฤษบนพื้นหลังสีเขียวเข้ม
เครื่องดนตรีที่ใช้ในการแสดงกาโปเอรา

เป็นอย่างไรกันบ้างกับประวัติความเป็นมาของกาโปเอรา ศิลปะการต่อสู้มือเปล่าของชาวบราซิล หากใครมีโอกาสได้ไปเยือนเมืองสำคัญในบราซิล ไม่ว่าจะเป็นริโอ เดอ จาเนโร ซัลวาดอร์ (Salvador) หรือเปลูรินโญ (Pelourinho) จะได้พบเห็นเหล่ากาโปเอริสตาออกมาวาดลวดลายแสดงกาโปเอราตามถนนหนทางและสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ถือเป็นสีสันของการเดินทางมาบราซิลก็ว่าได้

และหากใครสนใจไปเยือนถิ่นกาโปเอริสตาที่ประเทศบราซิลด้วยตัวเองแล้วละก็ ติดต่อเราได้ที่ www.patourlogy.com ให้เราได้เป็นส่วนหนึ่งในการจัดทริปในฝันที่ตรงตามไลฟ์สไตล์ของคุณ

อ้างอิง